14 จำนวนผู้เข้าชม |
ทุกวันนี้ไฟสำรองในตลาดมีให้เลือกมากหน้าหลายตา ทั้งแบบ ทั้งยี่ห้อ ทั้งราคา จนบางทีเดินเข้าร้านแล้วยืนงงอยู่หน้าชั้นวางนานเป็นชั่วโมง แล้วก็จบด้วยการเลือกตามชอบหรือเลือกอันที่ราคาพอดีกับกระเป๋า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกอะไรค่ะ
แต่ปัญหาคือพอกลับบ้านมาแล้วอาจพบว่าของที่ซื้อมากลับไม่ตอบโจทย์บางข้อ เช่น สำรองไฟได้ไม่นานพอ โหลดไม่รับ หรือขนาดใหญ่เกินความจำเป็นจนเสียเงินฟรี
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะลงทุนเครื่องไฟสำรองสักตัว อยากให้มาดู 5 ปัจจัยหลักที่ควรเช็กให้ครบก่อนควักกระเป๋าซื้อไฟสำรองไม่ว่าจะซื้อไว้ใช้ที่บ้าน ออฟฟิศ หรือองค์กรขนาดใหญ่ก็ตาม
ฟังดูง่ายแต่หลายคนข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย วิธีคือลองนั่งนับดูว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนบ้างที่ถ้าไฟดับแล้วจะเกิดปัญหา แล้วดูที่ตัวเครื่องหรือในคู่มือว่าแต่ละชิ้นกินไฟกี่วัตต์ รวมออกมาแล้วค่อยเอาไปเป็นฐานในการเลือกไฟสำรอง
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติใช้คอมตั้งโต๊ะ 300W + จอมอนิเตอร์ 50W + เราเตอร์ 20W รวมกันได้ 370W จากนั้นบวกเพิ่มอีก 20–30% เป็น Safety Margin ก็จะได้ตัวเลขประมาณ 450–480W นั่นคือขนาดขั้นต่ำของไฟสำรองที่ควรมองหา
สิ่งที่ไม่ควรทำ คือเสียบอุปกรณ์ที่กินไฟสูงมากอย่างเครื่องปรับอากาศหรือตู้เย็นเข้ากับไฟสำรอง เพราะอุปกรณ์พวกนี้ใช้กระแสสตาร์ทสูงมากตอนเปิดเครื่อง ซึ่งเกินกว่าที่ไฟสำรองจะรับได้
นี่คือปัจจัยที่คนมักนึกไม่ถึงแต่สำคัญมาก เพราะ ไฟสำรองแต่ละรุ่นให้เวลาสำรองต่างกันโดยสิ้นเชิง
ถ้าใช้ที่บ้านและต้องการแค่เวลาบันทึกงานแล้วปิดเครื่องอย่างปลอดภัย 5–10 นาทีก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเป็นออฟฟิศที่มีเซิร์ฟเวอร์และต้องรอให้เครื่องปั่นไฟสำรองสตาร์ทก่อน อาจต้องการเวลา 20–30 นาทีขึ้นไป หรือถ้าเป็นโรงพยาบาลหรือ Data Center ที่หยุดไม่ได้เลย อาจต้องมองหาระบบที่สำรองได้หลายชั่วโมงร่วมกับเครื่องปั่นไฟ
สูตรง่ายๆ คือ ยิ่งเสียบโหลดน้อย Runtime ยิ่งนาน เพราะฉะนั้นอย่าเสียบทุกอย่างเข้าไปกับไฟสำรองเสียบเฉพาะอุปกรณ์ที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อให้ได้เวลาสำรองที่คุ้มค่าที่สุด
ไฟสำรองมีอยู่ 3 ประเภทหลัก และแต่ละแบบก็เหมาะกับงานต่างกัน
นอกจากสเปกหลักแล้ว ฟีเจอร์เสริมบางอย่างก็มีผลต่อการใช้งานจริงและทำให้ชีวิตสบายมากกว่าที่คิดนะคะ
ข้อนี้หลายคนพลาดมากที่สุด เพราะมองแค่ราคาซื้อครั้งแรก โดยลืมไปว่าไฟสำรอง มีค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีก
แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานประมาณ 3–5 ปี และต้องเปลี่ยนใหม่ ราคาแบตเตอรี่ทดแทนในแต่ละรุ่นต่างกันมาก บางรุ่นราคาถูกแต่หาแบตเปลี่ยนยาก หรือแบตราคาแพงจนแทบซื้อเครื่องใหม่ดีกว่า เพราะฉะนั้นก่อนซื้อควรหาข้อมูลด้วยว่าแบตเตอรี่ทดแทนของรุ่นนั้นหาง่ายไหม ราคาเท่าไร
นอกจากนี้ยังมีเรื่องบริการหลังการขาย ถ้าเครื่องมีปัญหาจะส่งซ่อมที่ไหน ใช้เวลานานไหม มีศูนย์บริการใกล้บ้านหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ฟังดูเล็กน้อยแต่เมื่อเกิดเหตุจริง ๆ จะรู้ว่าสำคัญมาก การเลือกไฟสำรองจากแบรนด์ที่มีบริการหลังการขายชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่ควรให้น้ำหนักพอ ๆ กับตัวสเปกของเครื่องเลย
สามารถติดต่อทีมงานเราได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ค่ะ
LINE: https://lin.ee/hHBrup5
Facebook: MaxiPowerPlus
โทร: 02-152-6590, 095-956-4514, 084-053-1494