125 จำนวนผู้เข้าชม |
ในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ไม่ว่าจะเป็น Data Center, ห้อง Server, ระบบเครือข่าย, โรงงานอัตโนมัติ หรือระบบโทรคมนาคม UPS (Uninterruptible Power Supply) ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรักษาความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า
แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ UPS ยังทำงานอยู่ แต่ แบตเตอรี่ UPS เสื่อมโดยไม่รู้ตัว เมื่อเกิดไฟดับจริง ระบบกลับไม่สามารถสำรองไฟได้ตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น การตรวจเช็คแบตเตอรี่UPSอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของทีม IT และวิศวกรเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบทั้งหมด
MaxipowerPlus ได้รวบรวมคู่มือเชิงเทคนิค สำหรับการตรวจเช็คแบตเตอรี่UPS แบบละเอียด ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับระบบไว้ในบทความนี้ค่ะ
แบตเตอรี่เป็นส่วนที่เสื่อมสภาพเร็วที่สุดในระบบ UPS โดยเฉลี่ยจะเป็นแบตเตอรี่แบบ SLA หรือ VRLA ซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณ 2–4 ปี แม้ UPS จะยังเปิดติด แต่ความสามารถในการสำรองไฟอาจลดลงอย่างมาก หากไม่มีการตรวจเช็ค แบตเตอรี่ UPS อย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดปัญหา เช่น
สำหรับระบบที่มีความสำคัญ แนะนำให้ตรวจเช็คตามรอบดังนี้
การตรวจเช็คขั้นแรกสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่
การตรวจแรงดันเป็นขั้นตอนสำคัญในการ ตรวจเช็คแบตเตอรี่UPS
ขั้นตอนพื้นฐาน:
ตัวอย่าง:
ในระบบที่ใช้แบตหลายลูกต่ออนุกรม ควรตรวจเช็คทุกลูก ไม่ใช่แค่วัดแรงดันรวม
สำหรับระบบระดับ Data Center หรือ UPS ขนาดกลาง–ใหญ่ การตรวจ Internal Resistance เป็นวิธีที่แม่นยำในการประเมินสุขภาพแบตเตอรี่
วิธีนี้ช่วยให้ตรวจพบแบตเสื่อม ก่อนที่จะเกิดปัญหาจริง
เป็นการทดสอบสำคัญที่ทีม IT และวิศวกรควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง
ขั้นตอนโดยสรุป:
หาก Runtime ต่ำกว่าที่ออกแบบไว้มาก ควรวางแผนเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันที
อุณหภูมิมีผลต่ออายุแบตเตอรี่โดยตรง ทุกๆ 10°C ที่อุณหภูมิสูงขึ้น อาจทำให้อายุแบตลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
ข้อแนะนำ:
การตรวจเช็คแบตเตอรี่UPSที่ดีควรมีการบันทึกข้อมูล เช่น
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีม IT สามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเสื่อมของแบต และวางแผนเปลี่ยนแบตล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

นอกจากการตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่แล้ว อีกหนึ่งจุดที่ทีม IT และวิศวกรไม่ควรมองข้าม คือ ความเข้าใจตัวเลขและการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ UPS เพราะตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้ประเมินได้ว่า ระบบสำรองไฟยังตอบโจทย์การใช้งานจริงอยู่หรือไม่
Runtime (ระยะเวลาที่ UPS สำรองไฟได้) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
สูตรพื้นฐานที่ใช้ประเมิน Runtime แบบคร่าว ๆ คือ Runtime (ชั่วโมง) ≈ (Battery Voltage × Battery Capacity (Ah) × Efficiency) ÷ Load (Watt)
ตัวอย่าง:
Runtime ≈ (48 × 100 × 0.8) ÷ 1000
Runtime ≈ 3.84 ชั่วโมง (ในทางทฤษฎี)
ในทางปฏิบัติ Runtime จริงมักจะสั้นกว่านี้ เนื่องจากการเสื่อมของแบตเตอรี่และข้อจำกัดของระบบ
สิ่งที่ทีม IT มักพบคือ แบตเตอรี่ดูเหมือน “ยังใช้งานได้” แต่ Runtime กลับลดลงอย่างชัดเจน
สาเหตุคือ
ดังนั้น การวัดแรงดันอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องดู Runtime และค่า Internal Resistance ร่วมกัน
ในงานระบบจริง แนะนำให้เผื่อความสามารถของแบตเตอรี่ไว้เสมอ อย่างน้อย 20–30% จาก Runtime ที่ต้องการ
ตัวอย่าง:
หากองค์กรของคุณต้องการ
MaxiPowerPlus พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสำรองของคุณ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งแบตเตอรี่ UPS และระบบไฟฟ้าเชิงอุตสาหกรรม
สามารถติดต่อทีมงานเราได้ตามช่องทางข้างล่างนี้ค่ะ
LINE: https://lin.ee/hHBrup5
Facebook: Maxi Power Plus Company Limited
โทร: 02-152-6590, 095-956-4514, 084-053-1494