คู่มือการตรวจเช็คแบตเตอรี่ UPS แบบละเอียดสำหรับทีม IT และวิศวกร

125 จำนวนผู้เข้าชม  | 

คู่มือการตรวจเช็คแบตเตอรี่ UPS แบบละเอียดสำหรับทีม IT และวิศวกร

ในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ไม่ว่าจะเป็น Data Center, ห้อง Server, ระบบเครือข่าย, โรงงานอัตโนมัติ หรือระบบโทรคมนาคม UPS (Uninterruptible Power Supply) ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรักษาความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ UPS ยังทำงานอยู่ แต่ แบตเตอรี่ UPS เสื่อมโดยไม่รู้ตัว เมื่อเกิดไฟดับจริง ระบบกลับไม่สามารถสำรองไฟได้ตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น การตรวจเช็คแบตเตอรี่UPSอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของทีม IT และวิศวกรเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบทั้งหมด 

MaxipowerPlus ได้รวบรวมคู่มือเชิงเทคนิค สำหรับการตรวจเช็คแบตเตอรี่UPS แบบละเอียด ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับระบบไว้ในบทความนี้ค่ะ


1.ทำไมการตรวจเช็คแบตเตอรี่UPS จึงสำคัญ

แบตเตอรี่เป็นส่วนที่เสื่อมสภาพเร็วที่สุดในระบบ UPS โดยเฉลี่ยจะเป็นแบตเตอรี่แบบ SLA หรือ VRLA ซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณ 2–4 ปี แม้ UPS จะยังเปิดติด แต่ความสามารถในการสำรองไฟอาจลดลงอย่างมาก หากไม่มีการตรวจเช็ค แบตเตอรี่ UPS อย่างสม่ำเสมอ อาจเกิดปัญหา เช่น

  • UPS ไม่สามารถจ่ายไฟเมื่อไฟดับ
  • Runtime สั้นกว่าที่ออกแบบไว้
  • ระบบดับแบบไม่คาดคิด
  • เกิดความเสียหายกับ Server หรืออุปกรณ์เครือข่าย


2. ความถี่ในการตรวจเช็คแบตเตอรี่ UPS

สำหรับระบบที่มีความสำคัญ แนะนำให้ตรวจเช็คตามรอบดังนี้

  • ตรวจเช็คเบื้องต้น (Visual Check): ทุกเดือน
  • ตรวจเช็คค่าทางไฟฟ้า: ทุก 6 เดือน
  • ทดสอบระบบสำรองไฟ (Battery Discharge Test): ปีละ 1 ครั้ง
  • เปลี่ยนแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน: ตามที่ผู้ผลิตแนะนำ


3. การตรวจเช็คแบตเตอรี่ UPS ขั้นพื้นฐาน (Visual Inspection)

การตรวจเช็คขั้นแรกสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่

  • สภาพภายนอกของแบตเตอรี่ (บวม, แตก, รั่ว)
  • คราบขาวหรือสนิมบริเวณขั้วแบต
  • สภาพสายเชื่อมต่อและขั้วต่อ (Terminal)
  • อุณหภูมิบริเวณแบตเตอรี่ (ไม่ควรร้อนผิดปกติ)
  • หากพบแบตเตอรี่บวม หรือมีกลิ่นผิดปกติ ควรหยุดใช้งานทันทีและเปลี่ยนแบตใหม่


4. การตรวจเช็คแรงดันไฟฟ้า (Battery Voltage Check)

การตรวจแรงดันเป็นขั้นตอนสำคัญในการ ตรวจเช็คแบตเตอรี่UPS

ขั้นตอนพื้นฐาน:

  1. ปิดโหลดหรือแยก UPS ออกจากระบบ (ถ้าจำเป็น)
  2. ใช้ Digital Multimeter วัดแรงดันของแบตเตอรี่แต่ละลูก
  3. เปรียบเทียบค่าที่วัดได้กับค่า Nominal Voltage

ตัวอย่าง:

  • แบต 12V ควรมีแรงดันประมาณ 12.6–13.5V (ขณะชาร์จเต็ม)
  • หากแรงดันต่ำกว่า 12V อย่างต่อเนื่อง แสดงว่าแบตเริ่มเสื่อม

ในระบบที่ใช้แบตหลายลูกต่ออนุกรม ควรตรวจเช็คทุกลูก ไม่ใช่แค่วัดแรงดันรวม


5. การตรวจเช็คค่าความต้านทานภายใน (Internal Resistance)

สำหรับระบบระดับ Data Center หรือ UPS ขนาดกลาง–ใหญ่ การตรวจ Internal Resistance เป็นวิธีที่แม่นยำในการประเมินสุขภาพแบตเตอรี่

  • ใช้ Battery Analyzer หรือเครื่องวัดเฉพาะทาง
  • ค่า Internal Resistance ที่สูงขึ้น แสดงถึงการเสื่อมของแบต
  • เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานจากผู้ผลิต

วิธีนี้ช่วยให้ตรวจพบแบตเสื่อม ก่อนที่จะเกิดปัญหาจริง


6. การทดสอบการคายประจุ (Battery Discharge Test)

เป็นการทดสอบสำคัญที่ทีม IT และวิศวกรควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง

ขั้นตอนโดยสรุป:

  • จำลองเหตุการณ์ไฟดับ
  • ปล่อยให้ UPS จ่ายไฟจากแบตเตอรี่จริง
  • วัด Runtime และพฤติกรรมของระบบ
  • ตรวจสอบว่า UPS แจ้งเตือนและทำงานตามสเปกหรือไม่

หาก Runtime ต่ำกว่าที่ออกแบบไว้มาก ควรวางแผนเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันที


7. การตรวจเช็คอุณหภูมิและสภาพแวดล้อม

อุณหภูมิมีผลต่ออายุแบตเตอรี่โดยตรง ทุกๆ 10°C ที่อุณหภูมิสูงขึ้น อาจทำให้อายุแบตลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง

ข้อแนะนำ:

  • อุณหภูมิที่เหมาะสม: 20–25°C
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่อับอากาศ
  • ตรวจสอบระบบระบายความร้อนในห้อง UPS


8. การบันทึกข้อมูลและวางแผนระยะยาว

การตรวจเช็คแบตเตอรี่UPSที่ดีควรมีการบันทึกข้อมูล เช่น

  • วันที่ตรวจเช็ค
  • ค่าแรงดัน
  • ค่า Internal Resistance
  • อุณหภูมิ
  • Runtime จากการทดสอบ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีม IT สามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเสื่อมของแบต และวางแผนเปลี่ยนแบตล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ


9. การคำนวณ Runtime และความสัมพันธ์ของตัวเลขที่ทีม IT ควรรู้

นอกจากการตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่แล้ว อีกหนึ่งจุดที่ทีม IT และวิศวกรไม่ควรมองข้าม คือ ความเข้าใจตัวเลขและการคำนวณที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ UPS เพราะตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้ประเมินได้ว่า ระบบสำรองไฟยังตอบโจทย์การใช้งานจริงอยู่หรือไม่

9.1 ความสัมพันธ์ระหว่าง Load, Battery Capacity และ Runtime

Runtime (ระยะเวลาที่ UPS สำรองไฟได้) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ

  • กำลังโหลดของอุปกรณ์ (Watt หรือ kW)
  • ความจุแบตเตอรี่ (Ah)
  • แรงดันรวมของแบตเตอรี่ (V)
  • ประสิทธิภาพของ UPS (Efficiency)

สูตรพื้นฐานที่ใช้ประเมิน Runtime แบบคร่าว ๆ คือ Runtime (ชั่วโมง) ≈ (Battery Voltage × Battery Capacity (Ah) × Efficiency) ÷ Load (Watt)

ตัวอย่าง:

  • แบตเตอรี่ 12V 100Ah ต่ออนุกรม 4 ลูก = 48V
  • โหลดรวม 1,000W
  • ประสิทธิภาพ UPS ประมาณ 0.8

Runtime ≈ (48 × 100 × 0.8) ÷ 1000
Runtime ≈ 3.84 ชั่วโมง (ในทางทฤษฎี)
ในทางปฏิบัติ Runtime จริงมักจะสั้นกว่านี้ เนื่องจากการเสื่อมของแบตเตอรี่และข้อจำกัดของระบบ


9.2 ทำไมแบตเสื่อมเล็กน้อย แต่ Runtime ลดลงมาก

สิ่งที่ทีม IT มักพบคือ แบตเตอรี่ดูเหมือน “ยังใช้งานได้” แต่ Runtime กลับลดลงอย่างชัดเจน

สาเหตุคือ

  • แบตเตอรี่เมื่อเสื่อม จะสูญเสียความสามารถในการจ่ายกระแสสูง
  • Internal Resistance เพิ่มขึ้น ทำให้แรงดันตกเร็ว
  • UPS เข้าสู่ Cut-off Voltage เร็วกว่าปกติ

ดังนั้น การวัดแรงดันอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องดู Runtime และค่า Internal Resistance ร่วมกัน

9.3 การเผื่อความปลอดภัย (Battery Margin)

ในงานระบบจริง แนะนำให้เผื่อความสามารถของแบตเตอรี่ไว้เสมอ อย่างน้อย 20–30% จาก Runtime ที่ต้องการ

ตัวอย่าง:

  • ระบบต้องการ Runtime 15 นาที
  • ควรออกแบบแบตเตอรี่ให้รองรับได้ 20 นาทีขึ้นไป
  • แนวคิดนี้ช่วยลดความเสี่ยงเมื่อแบตเริ่มเสื่อมตามอายุการใช้งาน


ให้ MaxiPowerPlus ดูแลระบบ UPS ของคุณอย่างมืออาชีพ

หากองค์กรของคุณต้องการ

  • ตรวจเช็คแบตเตอรี่UPS เชิงเทคนิค
  • วิเคราะห์ Runtime และสุขภาพแบตเตอรี่
  • วางแผน PM หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ล่วงหน้า
  • ดูแลระบบ UPS ตั้งแต่ระดับสำนักงานไปจนถึง Data Center

MaxiPowerPlus พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสำรองของคุณ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งแบตเตอรี่ UPS และระบบไฟฟ้าเชิงอุตสาหกรรม

สามารถติดต่อทีมงานเราได้ตามช่องทางข้างล่างนี้ค่ะ  
LINE: https://lin.ee/hHBrup5
Facebook: Maxi Power Plus Company Limited 
โทร: 02-152-6590, 095-956-4514, 084-053-1494

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้